อิสรภาพ และผลของมัน

“อิสรภาพ และผลของมัน”

อิสรภาพในการเดินทาง มาจากเทคโนโลยีและความใส่ใจในภาครัฐ

ตอนที่ 1

เมื่อเราเกิดมาพร้อม #อิสรภาพ บางอย่างแล้ว เราจะนึกถึงภาพในอดีตเมื่อครั้งไม่มีอิสรภาพได้ยากมากครับ เช่นเราอาจจะนึกไม่ออกว่าทำไมนักศึกษายุคคนเดือนตุลาถึงยอมแลกกับรัฐฯได้ขนาดนั้น หรือกลับกัน ทำไมนักศึกษายุคปัจจุบันไม่สนใจการเมือง ทูตสหรัฐฯทุกท่านพูดว่าคุณค่าของอเมริกาอยู่ที่การอุทิศเพื่อเสรีภาพ (มันเสรีภาพและอิสรภาพยังไงมากมาย นึกไม่ออก?) ผมจะยกตัวอย่างก่อนแล้วค่อยอธิบาย

คนกรุงเทพฯอาจจะรู้สึกว่าทำไมแต่ละบ้านต่างคนต่างอยู่ การเลือกผู้แทนไม่เห็นมีผลอะไรกับชีวิต ความอดทนต่ำ นั่นเพราะตัวเองมี อิสรภาพ สูงกว่าคนต่างจังหวัด

“ทำไมเด็กสมัยนี้ไม่ค่อยสนใจผู้ใหญ่” “ทำไมเด็กรุ่นใหม่ไม่ง้อนายจ้าง” เป็นคำบ่นของผู้อาวุโสมาตลอดตั้งแต่สมัยผมยังเด็ก จนกระทั่งเราอายุมากขึ้น บางทีก็อดรู้สึกไม่ได้กับเด็กรุ่นใหม่ นั่นก็เพราะเด็กรุ่นใหม่มีอิสรภาพเยอะกว่าคนรุ่นเรามากขึ้นเรื่อยๆเช่นกัน

ลองมองอิสรภาพใน เฉพาะแง่มุม #การเดินทาง มีผลต่อสังคมอย่างไร :

มองย้อนกลับไปสมัยคุณปู่คุณย่าของเราในยุค 60s- 70s สมัยแผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติเริมใช้ ขณะนั้นคนในเมืองใหญ่ใช้การเดินทางทางน้ำเป็นหลัก การเดินทางโดยการใช้เรือต้องใช้ทักษะและมีความอันตราย เวลาไปไหนไกลๆก็ต้องไปด้วยกัน คือถ้าคุณอยู่ในบ้าน คุณยังไม่มีอิสรภาพในการเดินทางแม้เป็นที่ใกล้ๆ ผลของการไม่มีอิสรภาพคือถ้าเราเป็นเด็ก เราก็ต้องง้อผู้ใหญ่ ถ้าเราไม่มีเรือดีๆที่ไปไกลๆได้ เราก็ต้องจับกลุ่มกับเพื่อนบ้านที่มี อาจจะช่วยกันสร้างเรือและต้องง้อพวกเขา อาหารที่แต่ละบ้านกินก็มาจากตลาดใกล้ๆที่เข้าถึงได้ง่ายจากริมฝั่งน้ำ คุณก็จะได้รู้จักเพื่อนบ้านกันหมด ต้องทำตัวให้ดีหน่อยเพื่อนเพื่อนบ้านจะคบหาสมาคมด้วย และวัดก็เป็น public space สำหรับคนในพื้นที่

ต่อมาเป็นยุคที่ถนนหนทางเริ่มมีเยอะ คนมีอิสรภาพในการเดินทางไปที่ไกลๆมากขึ้น แต่รถยนต์ก็ยังเป็นสิ่งที่ไม่ได้หากันได้ง่ายนัก ยังไงก็ตามคุณแม่บ้านก็ต้องง้อคุณพ่อบ้าน รถยนต์ขับไม่ง่ายนัก พวงมาลัยหนัก เกียร์แมนนวล การดูแลรักษายาก รถยนต์เปรียบเหมือนสิ่งผูกขาดแสดงความเป็นชาย แม่บ้านก็ยังต้องเกรงใจคุณพ่อบ้าน และในชุมชนห่างไกลการเดินทางยิ่งต้องพึ่งคนอื่นมาก เด็กที่ไปโรงเรียนยังต้องง้อคนที่ขับรถได้ ยุคคุณปู่มีลูก 10 คน ถ้าลูกคนนึงมัวแต่ร้องไห้เอาแต่ใจก็ไม่มีใครสนใจอีกต่างหาก ทุกคนก็ยังอดทนกันอยู่

สองยุคข้างต้น แม้คุณมีเงิน ก็ไม่มีเสรีภาพในการเดินทางอยู่ดี

การเข้ามาของรถเกียร์อัตโนมัติพวกมาลัยพาวเวอร์ราคาไม่สูงยุค 80s คือสิ่งที่ทำให้การขับรถได้ก้าวมาสู่โลกของผู้หญิง และวัยรุ่นที่บ้านมีฐานะดี แม่บ้านไม่ต้องง้อพ่อบ้านอีกต่อไป วัยรุ่นที่มีรถไม่ต้องง้อผู้ใหญ่คนอื่นที่ไม่ใช่พ่อแม่ตัวเองอีกต่อไป เมื่อไม่ง้อก็มีสิทธิกระด้างกระเดื่องรึไม่สนใจกันได้มากขึ้น แต่เด็กๆที่ไม่มีรถก็ยังต้องง้อคนที่ขับรถไปส่งให้ได้อยู่ และคุณผู้หญิงอาจจะยังต้องง้อคุณผู้ชายและอู่แถวบ้านให้ดูแลคาร์บุเรเตอร์หรือหัวฉีดกันอยู่ พ่อบ้านเริ่มบ่นแม่บ้านขับรถไม่ยอมดูน้ำหม้อน้ำ แบตเตอรี่หมดก็ไม่ค่อยสนใจ น้ำมันเครื่องถึงระยะไม่ยอมไปเปลี่ยน ลมยางอ่อนเติมไม่เป็น ฯลฯ เพราะเขากำลังพยายามเคลม value ตัวเองที่มีในอดีตและกำลังจะหมดไป วัดเริ่มหายจากการเป็น public space คุณสามารถไปได้ไกลกว่านั้น

(บทความเขียนไว้นานแล้ว ตอนที่ 1)

รถยุคหลังปี 2000 นั้นเริ่มไม่ง้อการดูแลรักษาแบบ DIY แม่บ้านเพียงเอาเข้าเช็คระยะศูนย์ก็ดูแลให้เสร็จสรรพ ระบบคอมพิวเตอร์ในรถเริ่มไม่ให้คุณพ่อบ้านเข้าแทรกแซง ทุนนิยมเข้าสู่ทุกหย่อมหญ้า เพียงแม่บ้านมีเงิน ก็เริ่มที่จะทำได้ทุกอย่างแล้ว อย่างไรก็ตามอิสรภาพในการเดินทางยังมีข้อจำกัดจากอิสรภาพในการสื่อสารไร้สายอยู่ การเดินทางในยุค 2000 เวลานัดกันต้องเป๊ะท้ังเวลาและสถานที่ google map ก็ยังไม่มีทำให้ต้องพกแผนที่ในการขับรถไปต่างจังหวัดอยู่ การเดินทางในยุคนั้นไกลๆท้ายทายและต้องวางแผน (google map ให้บริการครั้งแรกปี 2005 และมันยังไม่ค่อยดีอีกหลายปี)

แม่บ้านแค่มีอิสรภาพในการเดินทาง ก็ทำให้เกิดเสรีภาพทางสังคมในบางประการกับพ่อบ้านไปด้วย

ยุคหลังปี 2010 เป็นยุคแว้นท์มอไซค์เกียร์ออโต้ราคาถูกคันเล็ก และอิสรภาพในการสื่อสาร เด็กๆสามารถเป็นเจ้าของมอเตอร์ไขต์และขับมันออกไปเจอเพื่อนๆที่นัดเยี่ยมกันใน social ได้อย่างง่ายดาย แผนที่ไม่ต้องใช้ พวกเขาไม่ต้องง้อโทรศัพท์บ้านและง้อรถยนต์ของพ่อแม่อีกต่อไป และแน่นอนว่าเมื่อมอเตอร์ไซต์และโทรศัพท์หาซื้อได้ง่ายขึ้นเรื่อยๆ พวกเขาก็ไม่ต้องแม้แต่ง้อพ่อแม่อีกต่อไป ส่วนคนเมืองมีขนส่งสาธารณะอย่างรถไฟฟ้า และ taxi ที่ราคาถูกและล้นตลาด พวกเขาก็ไม่ต้องง้อกันและกันอีกต่อไป ความสัมพันธ์ระหว่างกันก็จบสิ้นลงครับ ในขณะที่ในชนบทห่างไกล คุณต้องง้อกันอยู่เพราะถ้าไม่ง้อแล้วใครจะพาคุณไปโรงพยาบาลซึ่งห่างไป 70 กม.ในช่วงเวลาฉุกเฉิน คนในหมู่บ้านลึกๆของกทม. อาจต้องง้อคนมาส่งหน้าหมู่บ้านหากต้องการหาแท็กซี่อยู่

low cost airline ทำให้เครื่องบินไม่ใช่พาหนะแห่งความหรูหราอีกต่อไป และแทบทุกคนสามารถสัมผัสหิมะได้ที่ญี่ปุ่นโดยไม่ต้องทำวีซ่าด้วยความใส่ใจทางการทูต ( ภาพงานแต่งงานหรูหน่อยสมัยยุคผมต้องมีหิมะ แต่สมัยนี้ไม่ได้จำเป็นต้องมีแล้ว หิมะไม่ใช่ตัวแทนชีวิตเหนือระดับอีกต่อไป ) บางคนเริ่มเป็นอิสระต่อความคิดในการสะสมเงินเพื่อสัมผัสหิมะสักครั้งในชีวิต การเข้ามาของ uber grab ทำให้คนเริ่มมีอิสรภาพในการเดินทางแม้อยู่กลางดึกในหมู่บ้านลึกๆของกทม. แต่ยังไงก็ตาม เด็กประถมก็ยังเดินทางคนเดียวได้ยากในไทย และรถที่ติดมากขึ้นกลับทำให้จักรยานพับได้ฮิตเพราะเป็นอิสระในการเดินทางอีกแบบ เฮ้ ! การขึ่จักรยานจาก MBK ไปอนุสาวรีย์ชัยมันใกล้ขนาดนี้เชียวหรือนี่ และเมื่อ grab ฮิต ในเวลาฝนตกเร่งด่วนที่ทุกอย่างพัง คุณยังไม่มีอิสรภาพในกรุงเทพอยู่ดีเพราะเรียกรถไม่ได้

แล้วเราจะจินตนาการถึงอิสรภาพจากการมีรถไร้คนขับในอนาคตได้ไหม? ก่อนอื่น ลองดูการ์ตูนญี่ปุ่นก่อนครับ เมื่อสิบกว่าปีก่อน เด็กประถมญี่ปุ่นสามารถเดินทางไปหาเพื่อนที่อยู่ไกลออกไป 700 กม. ด้วยรถไฟและกลับมาบ้านภายในวันเดียวด้วยตัวคนเดียว อย่างเป็นเรื่องปกติธรรมดามากๆ นี่ก็เกินจินตนาการของชาวไทยอยู่เช่นกัน เพราะเราไม่มีอิสรภาพระดับเขา เพราะฉนั้นถ้าไม่ได้มีทักษะด้านอนาคตศาสตร์มา ยากมากที่เราจะจินตนาการได้ครับ (และเด็กยุค 2000 ยิ่งไม่สามารถจินตนาการยุคก่อนไม่มีอินเตอร์เน็ตได้เลย รวมถึงเด็ก 2010 ก็จินตนาการยุคก่อนจอทัชสกรีนและ low cost airline ไม่ออก)

จะเห็นว่าแค่อิสรภาพในการเดินทางยังส่งผลต่อสังคมได้ขนาดนี้ แน่นอนอิสรภาพทำให้ประเทศเจริญก้าวหน้าแต่อุบัติเหตก็ทำให้คนตายเยอะ ซึ่งเป็นผลเสียที่ทุกคนยอมรับได้ แต่บางคนที่ไม่เคยสัมผัสอาจยอมรับไม่ได้ เช่นเพื่อนบางคนไม่ยอมทำบัตรเครดิตเพราะกลัวใช้เงินง่ายไป เหมือนกับเรายังไม่รู้จักอิสรภาพในการจับจ่ายใช้สอยจึงควบคุมตัวเองไว้ก่อนนั่นเอง โอกาสต่อยอดก็หายไป หรือนโยบายบางอย่างของบางรัฐบาลที่ได้รับความนิยมก็มุ่งเพิ่มอิสรภาพตรงนี้และแน่นอนมันก็มีข้อบกพร่อง เช่นรถคันแรก(อิสรภาพการเดินทางพื้นที่ห่างไกล แต่คนเมืองซื้อกันหมด) แทบเล็ต (เพื่อเพิ่มอิสรภาพในการศึกษา แต่คุณภาพไม่ถึง) จนถึงอิสรภาพในการมีคุณภาพชีวิตที่ดี จากสวัสดิการสังคมต่างๆ อิสรภาพนั้นเพิ่มความเท่าเทียมให้มากขึ้น แต่เพิ่มความไม่พอใจคนที่ได้ประโยชน์จากความไม่มีอิสรภาพมาก่อนนั่นเอง

คนต่างจังหวัดหลายพื้นที่ในนั้นปัจจุบันไม่มีอิสรภาพในการอยู่อาศัยทำการเกษตรและการบริหารจัดการน้ำ ประตูน้ำตลอดแนวของแม่น้ำเจ้าพระยานั้นพวกเขาไม่มีสิทธิควบคุมการเปิดปิด เขาไม่สามารถควบคุมประตูน้ำให้เข้าสู่พื้นที่การเกษตรหรือท่วมบ้านของเขาได้ เขาอาจต้องพึ่งตัวแทนที่มีความเป็นนักเลงมีอิทธิพลในการเจรจาต่อรองกับแค่เรื่องเปิดประตูน้ำ เขายังไม่มีอิสรภาพทางการเดินทางเพราะรถประจำทางเข้าไม่ถึงและมีน้อย และจำนวนโรงพยาบาลที่น้อยก็ทำให้เขาไม่มีอิสรภาพในคุณภาพชีวิตที่ดี หัวหน้าครอบครัวล้มป่วยคนหนึ่งก็ล้มทั้งครอบครัวเพราะอยู่กันแบบพึ่งพิง

ในยุคทุนนิยม อิสรภาพของเรายังขึ้นกับการมีเงิน คือเงินเยอะอิสรภาพซื้อได้ แต่นโยบายด้านสวัสดิการสังคมนั้นทำให้มันเหนือไปกว่านั้นคือเราไม่มีเงิน ก็ยังคงมีอิสรภาพในการมีคุณภาพชีวิตที่ดี และนโยบายนี้ยังต้องพัฒนาอีกมาก ในขณะที่อิสรภาพในการใช้พลังงาน ใช้น้ำ เข้าส้วมและการนอนโดยไม่มียุงกัดนั้นสามารถทำได้มานานแล้ว

ส่วนเด็กๆรุ่นใหม่ในเมืองที่ศักยภาพสูงเริ่มมีอิสรภาพในการไปใช้ชีวิตที่ใดก็ได้ในโลก คือรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นประเทศโลก ความรู้สึกนี้เหมือนคนสิงคโปร์ที่เดินทางมากรุงเทพแบบรู้สึกว่าเป็นขอนแก่น เอาเข้าจริงเขาไม่ต้องสนใจประเทศไทยเลยก็ได้ ถ้าประเทศไม่ดีก็เพียงไปอยู่ที่อื่นเสีย ความรู้สึกสนใจชาติบ้านเมืองเป็นของคนรุ่นเก่าไปในยุคแห่งอิสรภาพ

ส่วนคนที่ชอบพูดว่าอย่าให้อิสรภาพล้นเกิน มันจะเกิดสิ่งไม่ดี พวกเขาไม่เคยตระหนักถึงอิสรภาพที่พวกเขาได้ครอบครองมานานอย่างแท้จริง

Copyright © 2017. All rights reserved.